0 Comments

เชื่อว่าช่วงเวลาที่ตั้งครรภ์คงเป็นช่วงที่ทำให้คุณแม่รวมถึงครอบครัวมีความสุขกันไม่น้อยเลย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่ทำให้เกิดความกังวลใจด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อตั้งครรภ์คุณแม่จะต้องดูแลตัวเองและลูกน้อยที่อยู่ในท้องให้ดีที่สุด วิธีการที่จะสามารถช่วยคลายความกังวลใจเกี่ยวกับลูกน้อยได้วิธีหนึ่ง ก็คือ Chromosomal Screening Test วิธีการตรวจคัดกรองโครโมโซม ที่จะช่วยให้คุณแม่ได้มั่นใจเกี่ยวกับสุขภาพของลูกน้อยในครรภ์ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ในปัจจุบันที่น่าสนใจไม่น้อยเลย เพราะสามารถลดโอกาสเสี่ยงที่เด็กจะผิดปกติได้ ซึ่งการตรวจคัดกรองโครโมโซมเป็นอย่างไรบ้าง มาดูกัน

Chromosomal Screening Test การตรวจคัดกรองโครโมโซม คืออะไร 

Chromosomal Screening Test คือ การตรวจคัดกรองโครโมโซมที่จะทำการนำเอาเลือดของแม่มาตรวจเพื่อหาความเสี่ยง ว่าลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์มีโอกาสที่จะเกิดความผิดปกติของโครโมโซมในบางชนิดบ้างหรือไม่ โดยในการตรวจคัดกรองโครโมโซมนี้คุณแม่ไม่จำเป็นต้องงดอาหารและน้ำก่อนการเข้าตรวจ อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องนอนที่โรงพยาบาลด้วย สำหรับวิธีการตรวจคัดกรองโครโมโซมก็สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ดังต่อไปนี้

  • การตรวจเลือดของแม่ เพื่อวัดระดับสารชีวเคมีต่าง ๆ ในการตรวจด้วยวิธีการนี้จะสามารถบ่งบอกถึงความเสี่ยงกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นกับโครโมโซมคู่ที่ 18, 21 และ 13 ที่เกิดขึ้นมาได้ การตรวจคัดกรองด้วยวิธีนี้จะสามารถตรวจได้ในช่วง 2 ของอายุครรภ์ นั่นก็คือ ช่วงที่อายุครรภ์ 10-14 สัปดาห์ และช่วงอายุครรภ์ 14-20 สัปดาห์ ซึ่งในการตรวจจะสามารถให้ความแม่นยำได้ที่ประมาณ 70-85% ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของการตรวจคัดกรองด้วย
  • การตรวจวิธี NIPT (Non-invasive Prenatal Testing) เป็นวิธีการตรวจเซลล์ของลูกในเลือดของแม่ โดยวิธีการตรวจคัดกรองนี้จะสามารถทำได้ตั้งแต่เมื่อมีอายุครรภ์ 10 สัปดาห์ และเป็นวิธีการที่ให้ความแม่นยำในการตรวจได้ที่ประมาณ 98-99% นอกจากนั้นยังสามารถช่วยคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซม 21, 18, 13 และโครโมโซมเพศ (X,Y) ได้ด้วยนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม หากแพทย์พบว่าผลการตรวจคัดกรองออกมาว่ามีความเสี่ยงสูงมากที่ลูกในครรภ์จะเกิดความผิดปกติ ส่วนใหญ่แล้วแพทย์ก็จะแนะนำให้คุณแม่ทำการตรวจยืนยันอีกครั้งพร้อมกับการเจาะน้ำคร่ำ โดยการตรวจด้วยวิธีการนี้จะสามารถช่วยดูโครงสร้างหลักของโครโมโซมได้ทั้ง 46 แท่งที่อยู่ในร่างกายเลย ทั้งนี้จะสามารถตรวจด้วยวิธีการนี้ได้ก็ต่อเมื่อมีอายุครรภ์ 16-20 สัปดาห์ เนื่องจากว่าจะสามารถเกิดความเสี่ยงจากการเจาะน้ำคร่ำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงในการแท้งลูกที่สามารถเกิดขึ้นได้ประมาณ 0.5 % นั่นเอง

Related Posts

การพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ

กระแสการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพระดับโลก

การพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพในปัจจุบันได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ในหลากหลายด้าน ตั้งแต่การแพทย์ การเกษตร อุตสาหกรรม ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม การลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพทั่วโลกมีมูลค่ามหาศาล สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญและศักยภาพในการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ในอนาคต การพัฒนาด้านการแพทย์และการรักษาโรค เทคโนโลยีชีวภาพได้สร้างการปฏิวัติในวงการแพทย์อย่างมาก โดยเฉพาะการพัฒนายารักษาโรคและวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง…

การแพทย์สมัยใหม่

เทคโนโลยี CRISPR: อนาคตของการรักษาโรคทางพันธุกรรมที่แม่นยำ

ในโลกของการแพทย์สมัยใหม่ ไม่มีเทคโนโลยีใดที่สร้างความตื่นเต้นและจุดประกายความหวังได้เท่ากับ CRISPR-Cas9 ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนวิธีการมองโรคทางพันธุกรรมไปตลอดกาล จากเดิมที่การรักษาทำได้เพียงบรรเทาอาการ เทคโนโลยีนี้เปรียบเสมือนกรรไกรโมเลกุลที่สามารถ ตัดต่อยีน ที่ผิดปกติได้อย่างแม่นยำอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ปลดล็อกศักยภาพในการรักษาและป้องกันโรคทางพันธุกรรมที่เคยรักษาไม่ได้ให้กลายเป็นจริง บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ…

ทำไมเทคโนโลยีชีวภาพจึงสำคัญต่อการแพทย์

เทคโนโลยีชีวภาพกับการปฏิวัติวงการแพทย์แห่งอนาคต

เทคโนโลยีชีวภาพได้กลายเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาวงการแพทย์สมัยใหม่ ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้เราสามารถเข้าใจกลไกการทำงานของสิ่งมีชีวิตในระดับโมเลกุลได้ลึกซึ้งมากขึ้น เทคโนโลยีชีวภาพได้เปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาวิธีการรักษาโรคแบบใหม่ การวินิจฉัยที่แม่นยำ และการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์ในอนาคตอย่างมหาศาล การรักษาโรคด้วยยีนบำบัด ยีนบำบัดเป็นนวัตกรรมที่สำคัญในการรักษาโรคทางพันธุกรรม โดยใช้เทคนิคการแก้ไขยีนที่ผิดปกติหรือการเพิ่มยีนที่ทำงานได้ตามปกติเข้าไปในเซลล์ของผู้ป่วย…