เชื่อว่าช่วงเวลาที่ตั้งครรภ์คงเป็นช่วงที่ทำให้คุณแม่รวมถึงครอบครัวมีความสุขกันไม่น้อยเลย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่ทำให้เกิดความกังวลใจด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อตั้งครรภ์คุณแม่จะต้องดูแลตัวเองและลูกน้อยที่อยู่ในท้องให้ดีที่สุด วิธีการที่จะสามารถช่วยคลายความกังวลใจเกี่ยวกับลูกน้อยได้วิธีหนึ่ง ก็คือ Chromosomal Screening Test วิธีการตรวจคัดกรองโครโมโซม ที่จะช่วยให้คุณแม่ได้มั่นใจเกี่ยวกับสุขภาพของลูกน้อยในครรภ์ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ในปัจจุบันที่น่าสนใจไม่น้อยเลย เพราะสามารถลดโอกาสเสี่ยงที่เด็กจะผิดปกติได้ ซึ่งการตรวจคัดกรองโครโมโซมเป็นอย่างไรบ้าง มาดูกัน
Chromosomal Screening Test การตรวจคัดกรองโครโมโซม คืออะไร
Chromosomal Screening Test คือ การตรวจคัดกรองโครโมโซมที่จะทำการนำเอาเลือดของแม่มาตรวจเพื่อหาความเสี่ยง ว่าลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์มีโอกาสที่จะเกิดความผิดปกติของโครโมโซมในบางชนิดบ้างหรือไม่ โดยในการตรวจคัดกรองโครโมโซมนี้คุณแม่ไม่จำเป็นต้องงดอาหารและน้ำก่อนการเข้าตรวจ อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องนอนที่โรงพยาบาลด้วย สำหรับวิธีการตรวจคัดกรองโครโมโซมก็สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ดังต่อไปนี้
- การตรวจเลือดของแม่ เพื่อวัดระดับสารชีวเคมีต่าง ๆ ในการตรวจด้วยวิธีการนี้จะสามารถบ่งบอกถึงความเสี่ยงกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นกับโครโมโซมคู่ที่ 18, 21 และ 13 ที่เกิดขึ้นมาได้ การตรวจคัดกรองด้วยวิธีนี้จะสามารถตรวจได้ในช่วง 2 ของอายุครรภ์ นั่นก็คือ ช่วงที่อายุครรภ์ 10-14 สัปดาห์ และช่วงอายุครรภ์ 14-20 สัปดาห์ ซึ่งในการตรวจจะสามารถให้ความแม่นยำได้ที่ประมาณ 70-85% ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของการตรวจคัดกรองด้วย
- การตรวจวิธี NIPT (Non-invasive Prenatal Testing) เป็นวิธีการตรวจเซลล์ของลูกในเลือดของแม่ โดยวิธีการตรวจคัดกรองนี้จะสามารถทำได้ตั้งแต่เมื่อมีอายุครรภ์ 10 สัปดาห์ และเป็นวิธีการที่ให้ความแม่นยำในการตรวจได้ที่ประมาณ 98-99% นอกจากนั้นยังสามารถช่วยคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซม 21, 18, 13 และโครโมโซมเพศ (X,Y) ได้ด้วยนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม หากแพทย์พบว่าผลการตรวจคัดกรองออกมาว่ามีความเสี่ยงสูงมากที่ลูกในครรภ์จะเกิดความผิดปกติ ส่วนใหญ่แล้วแพทย์ก็จะแนะนำให้คุณแม่ทำการตรวจยืนยันอีกครั้งพร้อมกับการเจาะน้ำคร่ำ โดยการตรวจด้วยวิธีการนี้จะสามารถช่วยดูโครงสร้างหลักของโครโมโซมได้ทั้ง 46 แท่งที่อยู่ในร่างกายเลย ทั้งนี้จะสามารถตรวจด้วยวิธีการนี้ได้ก็ต่อเมื่อมีอายุครรภ์ 16-20 สัปดาห์ เนื่องจากว่าจะสามารถเกิดความเสี่ยงจากการเจาะน้ำคร่ำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงในการแท้งลูกที่สามารถเกิดขึ้นได้ประมาณ 0.5 % นั่นเอง
